ตามรอยเส้นทางธรรม

นี่เป็นเรื่องแปลก ครั้งแรกที่มาอยู่ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระราชวรลังการ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษฝ่ายธรรมยุติ ซึ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว ท่านก็พาพระลูกศิษย์ลูกหาเข้าไปเยี่ยม ท่านก็ได้บอกว่า “หลวงปู่เณรคำมาแล้วก็ดีนะ มาอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตอนนี้ก็มีสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งร้างอยู่เป็นป่าช้า เจ้าอาวาสรูปเดิมมรณภาพไปแล้ว ปู่เณรคำไปอยู่นะ ช่วยกันทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยิ่งขึ้นไป อ้าว!.. หลวงปู่เณรก็ไปด้วยกันล่ะนะ ไปดูนะ” พูดเสร็จท่านก็พาขึ้นรถตู้ของวัดหลวงสุมังคลาราม นั่งมากับหลวงพ่อเจ้าคุณเลย ในระหว่างที่รถวิ่งมา ก็มองเห็นลำแสงสว่างไสวจากทิศนี้ตลอดเลย พอมาใกล้ป่าช้าก็เห็นแสงสว่างไสวพุ่งขึ้น เวลาประมาณบ่ายสามโมงเย็นนะ แต่ว่าความสว่างมันสว่างกว่าแสงดวงอาทิตย์ โล่งขาวนวลสว่างไสวไปหมด แต่ในจิตเรานี้รู้เลยว่าที่ตรงนี้แหละคือที่ที่เราจะอยู่ได้ตลอดไป พอรถวิ่งเข้าไปในป่าก็เห็นสภาพรกร้างนะ ก็เลยรับปากท่านหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชวรลังการ (ธ) โดยตอบรับว่า “หลวงพ่อครับ งั้นผมจะมาอยู่ที่นี่นะ” จากนั้น ๓ วันก็ได้มีชาวบ้านเดินทางไปนิมนต์จากป่าห้วยสำราญ ไปรับมาอยู่ที่นี่ พอมาอยู่ที่นี่ในคืนแรกนี้ก็มีเทวดาเยอะมากมากราบคารวะเรา เห็นด้วยตาเนื้อนะ มองเห็นโดยไม่ต้องมานั่งภาวนาดูเลยแหละ กลางวันกลางคืนนี้เต็มไปหมดเลย เทวดาเขาก็บอกว่า “พญามารเยอะนะพระคุณเจ้าหลวงปู่ แต่ว่าพระคุณเจ้าหลวงปู่ต้องอยู่ได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะอยู่โดยรอบบริเวณที่พระคุณเจ้าหลวงปู่อยู่” แต่พญามารก็เป็นเรื่องของโลกธรรมดา เขาก็มาฟังธรรมะกันคืนแรก

หลังจากนั้นอยู่มาได้ ๗ วัน เราก็มาอยู่ที่กุฏิหลังเล็กใกล้ๆ กับที่ฝังศพของพ่อกำนันผ่าน เป็นกุฏิหลังเล็กๆ เป็นหลังแรกที่เรามาอยู่เลยละ ซึ่งปัจจุบันก็ย้ายไปไว้ฝั่งทิศใต้วัดตรงใกล้ๆ กับฐานพระแก้วนะ นั่นแหละเป็นกุฏิหลังแรกที่อยู่ ขณะนี้ก็ยังอยู่หลังเล็กๆ นั่น ย้ายออกจากป่าช้าตรงนี้ใกล้ๆ กับหลุมฝังศพกำนันผ่าน ซึ่งเป็นคนริเริ่มในการสร้างวัดป่าขันติธรรม ท่านก็ได้เสียชีวิตไปและก็ได้ฝังไว้แถวนั้น

เราก็ถือปฏิบัติในวันที่ ๗ ทั้งคืนจนสว่าง พอทำวัตรไหว้พระ สวดมนต์เย็น เสร็จก็ลงมาเดินจงกรม เดินจงกรมจนจิตนิ่งสงบเย็นมากแล้วก็ทวารตานี่ดับไป แต่ก็ยังเดินเหมือนเรามองเห็นเส้นทาง เดินเป็นปกติกลับไปกลับมา ในขณะนั้นไม่เกี่ยวข้องกับกาย ธาตุขันธ์แล้ว มันนิ่งมันเหนือกาย เหนือการสัมผัสของโลกแล้ว พลันก็ปรากฏมาหยุดอยู่เหนือป่าช้าแห่งนี้แหละ ใหญ่มากเท่าสนามฟุตบอลโน้นแหละ ท้องเกวียนนะ พอมองขึ้นไปก็เห็นเป็นพระอินทร์เสด็จมา แล้วก็กล่าวขึ้นกับเราว่า “พระคุณเจ้าหลวงปู่ ข้าพเจ้ามีนามว่าสักกเทวราช มาสักการะขอนมัสการพระคุณเจ้าผู้เจริญ เป็นบุญกุศลอย่างจริงแท้ ที่ข้าพเจ้าได้รู้จักพระคุณเจ้า มาในครั้งนี้ขออาราธนาพระคุณเจ้าไปกับข้าพเจ้า ไปดูที่ที่พระคุณเจ้าเคยอยู่เสวยเมื่อครั้งก่อน พระคุณเจ้าจะไปด้วยหรือไม่” ก็เลยบอกว่า “ถ้ามหาราชจะนิมนต์อย่างนี้ ก็อยากไปดูเหมือนกันว่ามันเป็นอย่างไร”

Pages: 1 2 3 4 5 6 7 8 9